นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เพื่อรับรายงานความเสียหาย และการเตรียมการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ผ่านระบบ Video Conference กับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ 12 จังหวัด) โดยสั่งการให้ดำเนินการ ดังนี้ 1. ด้านชีวิตความเป็นอยู่ ให้ทุกหน่วยงานเร่งเข้าให้การช่วยเหลือ ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย 2. ด้านสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปา 3. การเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดจังหวัดดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยให้สามารถเบิกจ่ายถึงมือประชาชนได้โดยเร็ว 4. การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ในห้วงต่อไป นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำ “คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 12 - 16 ธันวาคม 2567 จะเกิดฝนตกต่อเนื่องในปริมาณที่หนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอเน้นย้ำเรื่องการแจ้งเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง และเตรียมตัวอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัย ส่วนเรื่องการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขอให้เร่งสำรวจความเสียหายภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้กำชับทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมถึงมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ได้ใช้แนวทางการช่วยเหลือเหตุการณ์ในภาคเหนือ ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น” นอกจากนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ได้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานราชการต่างๆ ให้ยกระดับการรับมือสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ ทั้งเรื่องการระดมเครื่องจักร/เครื่องมือ จัดตั้งศูนย์พักพิง การประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เส้นทางคมนาคม เตรียมการตัดไฟและตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชน และเตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพ รายละเอียด ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ประกาศเตือน ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (ระหว่างวันที่ 12-16 ธันวาคม 2567) บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งคาดว่าจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกในช่วงวันที่ 12-16 ธันวาคม 2567 มีฝนตกหนักถึงหนักมาก บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอให้ประชาชนระวังอันตรายที่เกิดจากฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม และลมกระโชกแรง ซึ่งอาจทำให้พื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มในพื้นที่ลาดเชิงเขา สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ไว้ด้วย สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ (10 ธ.ค. 67) เวลา 06.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสถานการณปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช และ สงขลา จำนวน 6 อำเภอ 19 ตำบล 80 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6,045 ครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือ (9 ธ.ค. 67) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมกับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเทพา และอำเภอ สะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา รวมจำนวน 2,000 ชุด และสิ่งของพระราชทานสำหรับเด็กอีก 100 ชุด ณ ศาลาประชาคมที่ว่าการ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา นายกฯ “แพทองธาร” สั่งพร้อมรับมือฝนระลอกสองภาคใต้ 12 ธันวาคมนี้ (9 ธ.ค. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เพื่อรับรายงานความเสียหาย และการเตรียมการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ผ่านระบบ Video Conference กับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้) โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าร่วม นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ 12 จังหวัด และได้ประชุมกับผู้ว่าราชการทั้ง 12 จังหวัด โดยได้ปรับหลักเกณฑ์การอนุมัติเงินฉุกเฉินระดับจังหวัด จาก 20 ล้านบาท เป็น 70 ล้านบาท และก่อนหน้านี้ ครม. ได้อนุมัติงบประมาณ 5 พันล้านบาทในการช่วยเหลือ รายละ 9,000 บาทไปแล้ว โดยได้จ่ายเยียวยาเบื้องต้นไปแล้วกว่า 2,700 ล้านบาท ซึ่งขอบคุณจังหวัดที่สามารถทยอยมอบให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนในอดีตที่ต้องรอนานหลายเดือนกว่าจะได้รับ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้ ศปช.ส่วนหน้าให้เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเนื่องจากสัปดาห์นี้ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคมนี้ ศปช.ได้แจ้งเตือนแล้วว่าจะมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมได้ ขอให้ส่วนหน้าเตรียมพร้อมรับมือให้ทันสถานการณ์ตลอด 24 ชม. ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานคณะทำงาน ได้มีการสั่งการคนที่ดูแลพื้นที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที ที่ผ่านมานายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ลงพื้นที่ไปแล้ว โดยได้รายงานพื้นที่ประสบอุทกภัยกลับมา รัฐบาลยินดีพร้อมที่จะดูแลประชาชน ขณะเดียวกันได้รับเสียงสะท้อนจากหลายจังหวัดว่าระดับน้ำลดลง ตนเองรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่สถานการณ์น้ำในพื้นที่ใดยังมีจำนวนมาก หากยังไม่ได้รับความช่วยเหลือขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ ส่วนสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน น้ำประปา ที่ติดปัญหาก็ขอให้แจ้งให้ชัดเจน เพื่อจะได้ส่งความช่วยเหลือให้ถูกต้อง เพราะต้องการให้ประชาชนกลับมามีชีวิตที่ปกติได้รวดเร็ว ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ถือว่ามีบทเรียน และมีกรณีตัวอย่างจากทางภาคเหนือและอีสานแล้ว จึงสามารถที่จะลงช่วยเหลือพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมก็ถือว่ามีข้อดีอยู่บ้าง นั่นคือ การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ภายหลังรับฟังรายงานความเสียหายและการเตรียมการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ผ่านระบบ Video Conference กับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้) นายกรัฐมนตรีกล่าวขอขอบคุณผู้ว่าราชการภาคใต้ 12 จังหวัด ที่ได้ทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับสั่งการให้ดำเนินการ ดังนี้
1. ด้านชีวิตความเป็นอยู่ ให้ทุกหน่วยงานเร่งเข้าให้การช่วยเหลือ ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย ทั้งด้านที่อยู่อาศัย ดูแลด้านการดำรงชีพเบื้องต้นให้เพียงพอ และให้พิจารณาถึงความต้องการพิเศษโดยเฉพาะผู้ประสบภัยกลุ่มเปราะบาง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการฟื้นฟูในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการประกอบอาชีพ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
2. ด้านสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปา ในพื้นที่ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาให้บริการประชาชนได้ตามปกติโดยเร็ว ออกมาตรการลดผลกระทบเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไฟฟ้า ประปา ระบบโทรคมนาคม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนโดยเร็ว
3. การเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดจังหวัดดำเนินการ ดังนี้ เร่งรัดการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตามคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ซึ่งได้เห็นชอบใช้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยให้สามารถเบิกจ่ายถึงมือประชาชนได้โดยเร็ว
4. การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ในห้วงต่อไป ให้หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแจ้งแนวทางการปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัย โดยให้อพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว/พื้นที่ปลอดภัย ที่หน่วยงานภาครัฐจัดไว้ให้ ก่อนเกิดสถานการณ์ในพื้นที่ ให้เตรียมความพร้อมทรัพยากรทุกด้าน ทั้งด้านเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย กำลังเจ้าหน้าที่ ไว้ประจำในพื้นที่เสี่ยง ให้พร้อมปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดภัย นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำ “คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 12 - 16 ธันวาคม 2567 จะเกิดฝนตกต่อเนื่องในปริมาณที่หนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอเน้นย้ำเรื่องการแจ้งเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง และเตรียมตัวอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัย ส่วนเรื่องการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขอให้เร่งสำรวจความเสียหายภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้กำชับทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมถึงมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ได้ใช้แนวทางการช่วยเหลือเหตุการณ์ในภาคเหนือ ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น” ปภ. ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อให้ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที (9 ธ.ค. 67) นายภาสกร บุญญลักษณ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า “กรม ปภ. พร้อมปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในห้วงต่อไป โดยได้จัดตั้งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) นราธิวาส เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นเอกภาพและทันต่อเหตุการณ์ โดยมอบหมายให้นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และทีมปฏิบัติการของ ปภ. จากส่วนกลางไปประจำ ณ จังหวัดนราธิวาส และจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมทั้งตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกล สาธารณภัยให้อยู่ประจำในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยเพื่อให้ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ปภ. ได้ประชุมชี้แจงแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 เพิ่มเติม ในพื้นที่ 16 จังหวัด โดยได้ชี้แจงหลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติ และขั้นตอนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามมติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด” “ภูมิธรรม” สั่งยกระดับรับมือฝนถล่ม 10 จังหวัดภาคใต้ 12-16 ธ.ค. ย้ำทุกหน่วยงานต้องบูรณาการช่วยประชาชนอย่างเต็มความสามารถ (9 ธ.ค. 67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับรายงานจากคณะทำงานฯ ถึงแนวโน้มสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ระหว่างวันที่ 12 – 16 ธันวาคม 2567 จึงได้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานราชการต่างๆ ให้ยกระดับการรับมือสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ ดังนี้
1. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน และกระทรวงกลาโหม เตรียมสนับสนุนกำลังพลและอุปกรณ์เพิ่มเติมในพื้นที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ให้ระดมเครื่องจักร/เครื่องมือ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์พักพิง เตรียมมความพร้อมประจำการในพื้นที่จนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝนทางภาคใต้
2. กรมประชาสัมพันธ์ ประสานข้อมูลจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรธรณี และภาคีเครือข่าย เพื่อออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทันท่วงที
3. กรมทรัพยากรธรณี เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม โดยให้ประสานข้อมูลกับกระทรวงคมนาคม เพื่อเฝ้าระวังเส้นทางคมนาคมที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากดินถล่ม รวมทั้งกรณีน้ำหลากที่อาจตัดขาดเส้นทางคมนาคมขนส่ง
4. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำรวจจุดที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ เตรียมการตัดไฟและตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชน
5. กระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยให้เตรียมการป้องกันโรงพยาบาล ขณะเดียวกันให้ประสานกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจจัดทำบัญชีผู้ป่วยติดเตียงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพ
6. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ร่วมกับกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้พิจารณาการระบายน้ำของเขื่อนบางลาง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำให้มากที่สุด ผอ.ศปช. กล่าวย้ำว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างมาก จึงได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งระดมกำลังพร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับมือและป้องกันในช่วงวันที่ 12-16 ธันวาคมนี้ ผอ.ศปช.กล่าวว่า “ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีกลไกการทำงานร่วมกันผ่านคณะทำงาน ศปช. เพื่อประเมินสถานการณ์รายวัน และแจ้งเตือนเป็นรายพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การเตรียมการและสนับสนุนความช่วยเหลือในทุกรูปแบบได้ทันทีที่เกิดสถานการณ์หรือได้รับการร้องขอ โดยคณะทำงานชุดนี้จะทำงานต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ” สทนช. ประกาศเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ภาคใต้ 12 – 16 ธันวาคม 2567 (9 ธ.ค. 67) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศ ฉบับที่ 22/2567 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ภาคใต้ สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตามฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง ในช่วงวันที่ 12 – 16 ธันวาคม 2567 ดังนี้
1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมือง ที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน บริเวณ จ.ชุมพร (เมืองชุมพร ละแม สวี ทุ่งตะโก หลังสวน และพะโต๊ะ) สุราษฎร์ธานี (เมืองสุราษฎร์ธานี บ้านนาเดิม กาญจนดิษฐ์ บ้านนาสาร เวียงสระ พุนพิน เคียนซา พระแสง ดอนสัก เกาะพะงัน และเกาะสมุย) นครศรีธรรมราช (เมืองนครศรีธรรมราช พระพรหม ถ้ำพรรณรา ช้างกลาง จุฬาภรณ์ ขนอม สิชล นบพิตำ พิปูน ท่าศาลา พรหมคีรี ลานสกา และชะอวด) ตรัง (รัษฎา และปะเหลียน) พัทลุง (ศรีนครินทร์ ป่าบอน และกงหรา) สงขลา (ควนเนียง จะนะ นาทวี สะเดา และสะบ้าย้อย) ปัตตานี (เมืองปัตตานี ไม้แก่น กะพ้อ ยะรัง สายบุรี ยะหริ่ง ทุ่งยางแดง ปะนาเระ หนองจิก และมายอ) ยะลา (เมืองยะลา กรงปินัง ธารโต บันนังสตา ยะหา และรามัน) นราธิวาส (เมืองนราธิวาส บาเจาะ ศรีสาคร เจาะไอร้อง ยี่งอ ระแงะ รือเสาะ จะแนะ สุไหงโก-ลก สุไหงปาดี และตากใบ)
2. เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 บริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี สงขลา ยะลา และอ่างเก็บน้ำที่มีสถิติปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากกว่าความจุเก็บกัก ที่มีความเสี่ยงน้ำล้นอ่างฯ และส่งผลกระทบให้น้ำท่วมบริเวณด้านท้ายน้ำ สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่โดยเฉพาะเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา ปัจจุบันมีระดับน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับที่มีความเสี่ยง อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของเขื่อน ให้พิจารณาบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ไม่ให้เกิดผลกระทบหรือเกิดผลกระทบบริเวณท้ายเขื่อนน้อยที่สุด และให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเขื่อนด้วย
3. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ คลองชุมพร คลองหลังสวน แม่น้ำตาปี คลองท่าดี คลองชะอวด แม่น้ำตรัง คลองลำ คลองท่าแนะ คลองอู่ตะเภา แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส ในการนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
2. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและ อิทธิพลของการขึ้น – ลง ของน้ำทะเล โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
3. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที
4. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ กรมชลประทาน เฝ้าระวังรับมือฝนตกหนักภาคใต้ 12-16 ธันวาคมนี้
(9 ธ.ค. 67) นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักจนทำให้เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดของทางภาคใต้ รัฐบาลมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน เร่งระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่ ในช่วงวันที่ 12-16 ธันวาคม 2567 นี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งทางภาคใต้ บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม จึงได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 15-17 ติดตามและเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ชะอวด อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช พร้อมกับพร่องน้ำเพื่อเตรียมพื้นที่ว่างไว้รองรับน้ำฝนที่จะตกลงมาเพิ่มอีกระลอก รวมไปถึงการจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ รวมกว่า 500 หน่วย ประจำจุดเสี่ยงในการเข้าช่วยเหลือหากเกิดอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด
#นายกติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เร่งช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย #ศปช # กรมอุตุนิยมวิทยา
#กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย #กระทรวงมหาดไทย #กรมชลประทาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง
