ครม. อนุมัติ 3 มาตรการภาษี กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ บทสรุป

          คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการภาษี 3 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์และการสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบริการการแพทย์และบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการการแพทย์และบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง 2) มาตรการ “Easy E-Receipt 2.0” เพื่อสนับสนุนการบริโภคในประเทศ ส่งเสริมการผลิตสินค้าท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และ 3) มาตรการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสถานบริการหรือหย่อนใจ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ รายละเอียด กรมสรรพากรออกมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์และการสาธารณสุข (24 ธ.ค. 67) ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์และการสาธารณสุข) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) โดยกรมสรรพากร เสนอ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคด้านสาธารณสุข ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 756) พ.ศ. 2565 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 771) พ.ศ. 2566 กำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาการให้สิทธิหักลดหย่อนภาษี ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาบริการการแพทย์และบริการสาธารณสุข ของประเทศอย่างต่อเนื่อง เห็นควรขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคด้านสาธารณสุขและปรับปรุงเป็นมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์และการสาธารณสุข เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างครบถ้วน โดยยกร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

• ให้บุคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคหรือหักรายจ่ายการบริจาคได้ 2 เท่า สำหรับการบริจาคเพื่อกิจกรรมหรือโครงการสาธารณกุศลหรือสาธารณประโยชน์ให้แก่องค์การหรือมูลนิธิ 27 แห่ง (เดิมมี 16 แห่ง) ได้แก่

1) สภากาชาดไทย

2) มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

3) มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

4) มูลนิธิชัยพัฒนา

5) ศิริราชมูลนิธิ

6) มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

7) มูลนิธิจุฬาภรณ์ 

8) มูลนิธิโรคมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช

9) มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

10) มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

11) มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี

12) มูลนิธิสมเด็จพระปิ่นเกล้า

13) มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กองทัพเรือ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

14) มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

15) มูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา

16) มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก องค์การและมูลนิธิรายใหม่ จำนวน 11 แห่ง ที่เป็นการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร

17) มูลนิธิกาญจนบารมี

18) มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

19) มูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์

20) มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์

21) มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

22) มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

23) มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

24) มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

25) มูลนิธิสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ

26) มูลนิธิโรงพยาบาลหาดใหญ่

27) มูลนิธิโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

• ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่หน่วยรับบริจาคดังกล่าว (การบริจาคทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น ที่ดิน รถยนต์ และทองคำ เป็นต้น) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 (ขยายระยะเวลาออกไปอีก 3 ปี) ก.คลัง คาดมีผู้ใช้สิทธิปีละ 1 ล้านราย ทำรัฐสูญเสียรายได้ภาษีปีละประมาณ 900 ล้านบาท กระทรวงการคลัง ได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ (บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) รวมกันปีละประมาณ 1 ล้านราย จึงจะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีปีละประมาณ 900 ล้านบาท รวม 3 ปีประมาณ 2,700 ล้านบาท แต่จะมีประโยชน์และสามารถช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงบริการการแพทย์และบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงมากขึ้น ส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบริการการแพทย์และบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน และช่วยให้ประเทศไทยมีงานวิจัยด้านการแพทย์และการสาธารณสุข รวมทั้งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแพทย์เพิ่มขึ้น ครม.อนุมัติหลักการมาตรการ “Easy E-Receipt 2.0” ลดหย่อนภาษี 68 สูงสุด 5 หมื่นบาท ครม. อนุมัติหลักการมาตรการ “Easy E-Receipt 2.0” เพื่อสนับสนุนการบริโภคในประเทศ ส่งเสริมการผลิตสินค้าท้องถิ่น ซึ่งเป็นการขยายผลจากมาตรการเดิม “Easy E-Receipt” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในประเทศในปี 2568 โดยให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล) หักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง และสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท เฉพาะที่ได้รับ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เท่านั้น หลักเกณฑ์และเงื่อนไข จากผลตอบรับที่ดีของมาตรการ “Easy E-Receipt” ในช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร เดินหน้าสานต่อความสำเร็จนี้ เพื่อเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเสนอร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ออกมาตรการ “Easy E-Receipt 2.0” ซึ่งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

1. ให้หักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 68 ถึงวันที่ 28 ก.พ. 68 ได้สูงสุด 50,000 บาท ดังนี้

1.1 หักลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax invoice) แบบเต็มรูปเป็นหลักฐาน หรือผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน

1.2 หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการดังต่อไปนี้ โดยต้องมี e-Tax Invoice แบบเต็มรูป หรือ e-Receipt เป็นหลักฐาน

1.2.1 ค่าซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว

1.2.2 ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่จ่ายให้แก่วิสาหกิจชุมชนที่ได้จดทะเบียนต่อกรมส่งเสริม การเกษตร

1.2.3 ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่จ่ายให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้จดทะเบียนต่อสำนักงาน ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

2. กรณี การจ่ายค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ดังนี้

2.1 ค่าซื้อหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร

2.2 ค่าบริการหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต (e-Book)

2.3 ค่าซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว

2.4 ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่จ่ายให้แก่วิสาหกิจชุมชนที่ได้จดทะเบียนต่อกรมส่งเสริมการเกษตร

2.5 ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่จ่ายให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้จดทะเบียนต่อสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

3. ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการนี้ไม่รวมถึง

3.1 ค่าซื้อสุรา เบียร์ และไวน์

3.2 ค่าซื้อยาสูบ

3.3 ค่าซื้อน้ำมัน ค่าซื้อก๊าซ และค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับเติมยานพาหนะ

3.4 ค่าซื้อรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ (รถจักรยานยนต์ รวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์) และค่าซื้อเรือ

3.5 ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบริการสัญญาณโทรศัพท์ และค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต

3.6 ค่าบริการที่มีข้อตกลงการให้บริการและผู้รับบริการสามารถใช้บริการดังกล่าวนอกเหนือจากระยะเวลาของมาตรการ

3.7 ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย

3.8 ค่าบริการจัดนำเที่ยวที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว

3.9 ค่าบริการที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

3.10 ค่าบริการที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักโฮมสเตย์ไทยให้แก่ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

3.11 ค่าบริการที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบการสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ซึ่งผู้มีเงินได้ที่ได้รับสิทธิตามมาตรการนี้ต้องไม่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

4. e-Tax Invoice และ e-Receipt ต้องระบุชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการด้วย คาดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 70,000 ล้านบาท เศรษฐกิจไทยปี 68 ขยายตัว ร้อยละ 2.3 – 3.3 มาตรการดังกล่าว จะช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมูลค่าประมาณ 70,000 ล้านบาท และช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวได้ในช่วงร้อยละ 2.3 – 3.3 และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการขยายฐานภาษี โดยกรมสรรพากรคาดการณ์ว่ามาตรการ “Easy E-Receipt 2.0” จะมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 1.4 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 10,500 ล้านบาท ทั้งนี้ “มาตรการดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และจะต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt)" ของกรมสรรพากรเท่านั้น” ครม. เห็นชอบขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสถานบริการ กระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ ครม. มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตของสถานบริการหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับบาร์ ค็อกเทลเลาจน์ ฯลฯ จาก 10% เหลือ 5% ของรายรับของสถานบริการ ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ออกไปอีก 1 ปี โดยจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวและบริการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล รวมถึงการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวไทย “Amazing Thailand Grand Tourism Year 2025” ที่คาดว่า จะเป็นมาตรการที่จะสร้างการกระจายรายได้ไปยังท้องถิ่น และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในประเทศมากยิ่งขึ้นนั้น กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจถือเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ และมีส่วนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การต่ออายุมาตรการทางภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนลดลง ซึ่งต้นทุนที่ลดลงดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น สามารถลงทุนเพื่อต่อยอดทางธุรกิจ หรือทำแผนส่งเสริมการขายเพื่อช่วยจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ และที่สำคัญคือจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศอีกด้วย


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
ข่าววิ่ง